LeTEC Training Courses

โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน

ชื่อโครงการ โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน
หน่วยงาน คณะนิติศาสตร์ (ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักงานศาลปกครอง)
หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันการศึกษาวิชานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยยังไม่สามารถแยกศึกษากฎหมายออกเป็นสาขาต่าง ๆ ได้  บัณฑิตนิติศาสตร์ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยจึงย่อมขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายสาขาต่าง ๆ อย่างลึกซึ้งรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกฎหมายสาขามหาชนซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญสำหรับนักกฎหมายผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายในภาครัฐ  ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

การขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายมหาชนของนักกฎหมายผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายในภาครัฐดังกล่าวทำให้หน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องจัดให้มีการอบรมเป็นการภายในหรือจัดให้มีการศึกษาจากประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานในหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อให้นักกฎหมายผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้แต่ก็ต้องอาศัยระยะเวลาและประสบการณ์การทำงานที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตามการอบรมหรือการให้การศึกษาที่มีข้อจำกัดของระยะเวลา และขาดการปูพื้นฐานความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้อง บางกรณีอาจก่อให้เกิดความเสียหายและก่อผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของราษฎรผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้อาจนำเอาหลักการและวิธีคิดของกฎหมายเอกชน ซึ่งมีเนื้อหาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันไปปรับใช้กับการดำเนินภารกิจในภาครัฐ ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 สาขา มีธรรมชาติและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน  สภาพการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้การปฏิบัติราชการและบริการสาธารณะไม่อาจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่ควรจะเป็น อีกทั้งการอบรมและทดลองปฏิบัติงานภายในหน่วยงานก็มักจำกัดกรอบและขอบเขตเฉพาะกฎหมายและระเบียบข้อบังคับภายในที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้น ๆ เองนักกฎหมายของหน่วยงานต่าง ๆ จึงมักจะขาดความรู้ความเข้าใจในระบบการบริหารงานภาครัฐทั้งระบบทำให้ไม่สามารถเสนอแนวทางเพื่อการตัดสินใจหรือเพื่อประสานงานปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐบาลทำให้ไม่สามารถเสนอแนวทางเพื่อการตัดสินใจหรือเพื่อประสานการปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐบาล และไม่สามารถวินิจฉัยให้ความเห็นในเรื่องที่ต้องมีการตัดสินใจร่วมกันในภารกิจที่ต้องมีความเกี่ยวข้องในระหว่างหลายหน่วยงานได้

นอกจากนี้ตามที่ได้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หลังการปฏิรูปการเมืองการปกครองในปี พ.ศ. 2549  ส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลงในระบบกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องอีกหลายประการ ประกอบกับความสำคัญของพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ตลอดจนความสำคัญของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อควบคุมให้การใช้อำนาจของรัฐเป็นไปตามหลักนิติรัฐ และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ด้วยเล็งเห็นถึงเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวมา และเพื่อเป็นการจัดเตรียมบุคลากรของภาครัฐให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการและแนวคิดทางกฎหมายมหาชนและรองรับสภาพการเปลี่ยนแปลงของการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าว

วัตถุประสงค์
  1. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ และเผยแพร่ความคิดและการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน
  2. เพื่อผลิตนักกฎหมายในภาครัฐที่มีความเข้าใจพื้นฐานในทางกฎหมายมหาชน ให้มีความรู้ความเข้าใจในแนวความคิดทางทฤษฎีกฎหมายมหาชน และการบริหารงานภาครัฐในเชิงระบบ ตลอดจนสามารถนำความรู้ความเข้าใจดังกล่าวไปปรับใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมายที่ตนรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น
  3. เป็นการตระเตรียมบุคลากรในภาครัฐ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นขององค์การและแนวความคิดทางกฎหมายมหาชนใหม่ ๆ
  4. เพื่อยกระดับคุณภาพผู้ที่เป็นนักกฎหมายอยู่แล้วให้มีความรู้ทางกฎหมายเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ กับโครงการอื่น

โครงการนี้จัดเป็นโครงการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริการสังคมของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นโครงการไม่ต่อเนื่องโดยจะจัดให้มีการอบรม 2 รุ่น ต่อปีการศึกษา

แผนงานและ ปริมาณงาน
  • เปิดอบรมระหว่างเดือน มิถุนายน ถึง กันยายน ของทุกปี
  • เปิดอบรมระหว่างเดือน พฤศจิกายน ถึง กุมภาพันธ์ ของทุกปี
  1. การอบรมจัดอบรมรุ่นละ  201  ชั่วโมง 
    โดยอบรมเป็นเวลา  13  สัปดาห์  สัปดาห์ละ 5 วัน  ในแต่ละสัปดาห์จะอบรมทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันพุธ)  วันละ 3 ชั่วโมง       ตั้งแต่เวลา  17.30 – 20.30 น. และวันเสาร์  วันละ  6 ชั่วโมง  ตั้งแต่เวลา 9.00- 16.00 น.

  2. การดูงาน 2 ครั้ง
    ครั้งที่ 1    ดูงาน ณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
    ครั้งที่ 2    ดูงาน ณ สำนักงานศาลปกครอง 1 ครั้ง พร้อมกัน

  3. การสัมมนาต่างจังหวัด 1 ครั้ง จำนวน 2 วัน

หลักสูตรการอบรม

ประกอบด้วยกลุ่มวิชาต่าง ๆ 4 กลุ่มด้วยกัน กล่าวคือ กลุ่มแนวความคิดและทฤษฎีกฎหมายมหาชนทั่วไป  กลุ่มกฎหมายรัฐธรรมนูญ  กลุ่มกฎหมายปกครองและกลุ่มกฎหมายการคลังและภาษีอากร ใน 4 กลุ่มวิชาดังกล่าว  นอกจากศึกษาถึงหลักการและแนวความคิดทั่วไปแล้ว การจัดหลักสูตรการศึกษายังนำเอาเนื้อหาวิชาที่น่าจะมีความสำคัญสำหรับนักศึกษากฎหมายมหาดไทยมาบรรจุไว้ในหลักสูตรด้วย อาทิ นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน  กฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดิน อุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบริหารรัฐวิสาหกิจไทย  ระบบการควบคุมและแนวทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจไทย ข้อความคิดว่าด้วยสัญญาทางปกครอง การตรวจร่างสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด หลักการและขั้นตอนการปฏิบัติที่สำคัญในกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการของฝ่ายปกครอง  ความรับผิดของฝ่ายปกครอง 

หลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ  แนวทางการควบคุมฝ่ายปกครองโดยศาลยุติธรรมของไทยในปัจจุบัน เขตอำนาจศาล วิธีพิจารณาและผลของคำพิพากษาของศาลปกครอง ระบบและวิธีการงบประมาณไทย  ระบบการจัดเก็บภาษีอากรในประเทศไทย  ลักษณะพิเศษของการตัดสินใจในระดับนโยบายของคณะรัฐมนตรีและแนวคิดและหลักการของกฎหมายว่าด้วยข้อข่าวสารทางราชการเป็นต้น

นอกจากการให้การอบรมในเชิงทฤษฎีแล้ว  หลักสูตรนี้ยังได้เน้นการทำแบบฝึกหัด เช่น การให้ความเห็นและการตอบข้อหารือในปัญหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การตรวจร่างกฎหมายของกระทรวง  ทบวง  กรม  ต่างๆ  โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา  การทำกรณีศึกษา (Case study)และการดูงานที่ศาลปกครองกลางกรุงเทพอีกด้วย

คุณสมบัติของผู้เข้ารับการอบรมต้องเป็นข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจที่มีคุณวุฒินิติศาสตร์บัณฑิตที่ดำรงตำแหน่งนิติกรหรือหน้าที่บริหารงาน หรือมีคุณวุฒิหรือดำรงตำแหน่งอื่นที่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่าการเข้าศึกษาหลักสูตรนี้จะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานหรือเป็นผู้ที่มีคุณวุฒินิติศาสตร์บัณฑิตที่ปฏิบัติงานอยู่ในองค์กรภาคเอกชนซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการบริหารงานภาครัฐ ซึ่งผู้บังคับบัญชารับรองให้สมัครเข้ารับการอบรมได้ในฐานะตัวแทนขององค์กรภาคเอกชนนั้น ๆ

แหล่งเงินทุน

ค่าสมัครจากผู้เข้าอบรม

ประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับ
  1. พัฒนาบุคคลากรในทางกฎหมายมหาชนในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ
  2. สนับสนุนการรวมกลุ่มและสร้างชุมชนทางวิชาการกฎหมายมหาชนในประเทศไทย
  3. ทำให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาและสถาบันทางกฎหมายของประเทศ
วิธีติดตามผล

จะนำผลจากแบบประเมินโครงการของการอบรมไปปรับปรุงในการอบรมครั้งต่อไป