LeTEC Training Courses

โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 43 (24 เมษายน - 1 กรกฎาคม 2560)

ชื่อโครงการ โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 43 (24 เมษายน - 1 กรกฎาคม 2560)
หน่วยงาน คณะนิติศาสตร์
หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันการศึกษาวิชานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาในวิชากฎหมายพื้นฐานในเรื่องต่างๆ การเรียนการสอนไม่ได้แยกการศึกษากฎหมายออกเป็นสาขาเฉพาะทาง ดังนั้นบัณฑิตนิติศาสตร์ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย จึงไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในกฎหมายสาขาต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขากฎหมายมหาชนซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญสำหรับนักกฎหมายผู้ประกอบวิชาชีพในภาครัฐ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ นอกจากนั้นยังพบว่าผู้บริหารงานหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานภาครัฐหรือบุคลกรในภาคเอกชนเป็นจำนวนมากไม่ได้ศึกษากฎหมายในระดับปริญญาตรีแต่การปฏิบัติงานในหน่วยงานที่สังกัดมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชนซึ่งต้องการความรู้ความเข้าใจในวิชากฎหมายมหาชนโดยเฉพาะ การขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายมหาชนของนักกฎหมายหรือผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่นักกฎหมายที่ปฏิบัติงานในภาครัฐดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้หน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องจัดให้มีการอบรมเป็นการภายใน หรือจัดให้มีการศึกษาจากประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานในหน่วยงานนั้นๆ เพื่อให้นักกฎหมายผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้ และมีประสบการณ์การทำงานที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การอบรมหรือการให้การศึกษาที่มีข้อจำกัดของระยะเวลา ข้อจำกัดทางด้านความสามารถในการถ่ายทอดทางวิชาการกฎหมายทำให้ขาดการปูพื้นฐานความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้อง บางกรณีอาจก่อให้เกิดความเสียหายและก่อผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของราษฎรผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การขาดการอบรมและศึกษานิติวิธีทางกฎหมายมหาชนทำให้นักกฎหมายอาจนำเอาหลักการและวิธีคิดของกฎหมายเอกชน ซึ่งมีเนื้อหาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันไปปรับใช้กับการดำเนินภารกิจในภาครัฐ ซึ่งกฎหมายทั้งสองสาขามีธรรมชาติและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน สภาพการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้การปฏิบัติราชการและบริการสาธารณะไม่อาจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่ควรจะเป็น อีกทั้งการอบรมและทดลองปฏิบัติงานภายในหน่วยงาน ก็มักจำกัดกรอบและขอบเขตเฉพาะกฎหมายและระเบียบข้อบังคับภายในที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้นๆ เอง ทำให้นักกฎหมาย ผู้บริหารงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลากรอื่นของหน่วยงานต่างๆ ขาดความรู้ความเข้าใจในระบบการบริหารงานภาครัฐทั้งระบบ ทำให้ไม่สามารถเสนอแนวทางเพื่อการตัดสินใจหรือเพื่อประสานงานปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐบาล และไม่สามารถวินิจฉัยให้ความเห็นในเรื่องที่ต้องมีการตัดสินใจร่วมกันในภารกิจที่ต้องมีความเกี่ยวข้องในระหว่างหลายหน่วยงานได้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จะมีวัตถุประสงค์หลักในการแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังคงมุ่งสนับสนุนส่งเสริมการปกครองตามหลักการของนิติรัฐซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยหลักนิติรัฐมุ่งปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะเห็นได้จากการคงบทบัญญัติที่รับรององค์กรควบคุมตรวจสอบต่างๆ ที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย อาทิเช่น ศาลปกครอง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น เพื่อทำหน้าที่ควบคู่กันไปกับสถาบันทางการเมืองและทางกฎหมายที่มีอยู่เดิมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในรอบทศวรรษที่ผ่านมากฎหมายมหาชนหลายฉบับได้รับการแก้ไขให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 เป็นต้น ในขณะเดียวกันกฎหมายมหาชนใหม่ๆ ได้ถูกร่างขึ้นและบังคับใช้เพื่อการควบคุมตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และสนับสนุนการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี อาทิเช่น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 รวมทั้งกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับสถาบันการเงินอีกหลายฉบับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรากฐานและกระบวนการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ในภาครัฐเสียใหม่ให้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นไปตามหลักการบริหารจัดการภาครัฐรูปแบบใหม่ (New Public Management) ภายใต้แนวความคิดทางกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างรวดเร็วในสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้นเป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้วว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการพัฒนาแก้ไขปัญหาทางการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กฎหมายมหาชนในการบริหารประเทศและในการรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดจนแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น กฎหมายมหาชนจึงกลายเป็นเป้าหมายของสังคมในการปฏิรูปการเมืองและระบบราชการ ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การศึกษากฎหมายมหาชนยิ่งเพิ่มความสำคัญและเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปมากขึ้นอีก ด้วยเล็งเห็นถึงเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวมา และเพื่อเป็นการจัดเตรียมบุคลากรของภาครัฐให้มี ความรู้ความเข้าใจในหลักการ แนวคิดและวิธีการบังคับใช้กฎหมายมหาชนที่ถูกต้อง คณะนิติศาสตร์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานศาลปกครองจึงได้จัดทำหลักสูตรการอบรมกฎหมายมหาชนเพื่อบุคลากรและนักกฎหมายในภาครัฐขึ้น ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น เพื่อสร้างนักกฎหมายมหาชนที่มีความรู้และความเข้าใจในกฎหมายมหาชนและสามารถบังคับใช้กฎหมายมหาชนได้อย่างถูกต้อง อันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนองค์กรภาครัฐและเอกชนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และตอบสนองต่อส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าว

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ และเผยแพร่ความคิดและการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ เกี่ยวกับกฎหมายมหาชน 2. เพื่อผลิตนักกฎหมายในภาครัฐที่มีความเข้าใจพื้นฐานในทางกฎหมายมหาชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในแนวความคิดทางทฤษฎีกฎหมายมหาชน และการบริหารงานภาครัฐในเชิงระบบ ตลอดจนสามารถนำความรู้ความเข้าใจดังกล่าวไปปรับใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมายที่ตนรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น 3. เป็นการตระเตรียมบุคลากรในภาครัฐ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นขององค์การและแนวความคิดทางกฎหมายมหาชนใหม่ ๆ 4. เพื่อยกระดับคุณภาพผู้ที่เป็นนักกฎหมายอยู่แล้วให้มีความรู้ทางกฎหมายเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น

ความสัมพันธ์ กับโครงการอื่น

โครงการนี้จัดเป็นโครงการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริการสังคมของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นโครงการไม่ต่อเนื่อง โดยจะจัดให้มีการอบรม 2 รุ่น ต่อปีการศึกษา

แผนงานและ ปริมาณงาน

รุ่นที่ 43 อบรมระหว่างวันจันทร์ที่ 24 เมษายน - วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2560

โดยใช้เวลาอบรมรุ่นละเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน ในแต่ละสัปดาห์จะอบรม ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันพุธ) วันละ 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.30-20.30 น. และวันเสาร์วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. แบ่งเป็นดังนี้ 1. การอบรมและดูงานจำนวน 180 ชั่วโมง - การอบรม จำนวน 159 ชั่วโมง - การดูงาน จำนวน 3 ครั้ง รวม จำนวน 21 ชั่วโมง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ดูงาน ณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวน 6 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. ครั้งที่ 2 ดูงาน ณ สำนักงานศาลปกครอง จำนวน 6 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. ครั้งที่ 3 ดูงาน ณ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง จำนวน 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. 2. การสัมมนาต่างจังหวัด จำนวน 1 ครั้ง ( 2 วัน) 3.การทดสอบผู้เข้ารับการอบรมทั้งก่อนเข้ารับการอบรมและหลังจากอบรมทุกรายวิชา

หลักสูตรการอบรม

ประกอบด้วยกลุ่มวิชาต่าง ๆ 4 กลุ่มด้วยกัน กล่าวคือ กลุ่มแนวความคิดและทฤษฎีกฎหมายมหาชนทั่วไป กลุ่มกฎหมายรัฐธรรมนูญ กลุ่มกฎหมายปกครอง และกลุ่มกฎหมายการคลังและภาษีอากร ใน 4 กลุ่มวิชาดังกล่าว นอกจากศึกษาถึงหลักการและแนวความคิดทั่วไปแล้ว การจัดหลักสูตรการศึกษายังนำเอาเนื้อหาวิชาที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษากฎหมายมหาชนมาบรรจุไว้ในหลักสูตรด้วย อาทิเช่น นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน กฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดิน อุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบริหารรัฐวิสาหกิจไทย ระบบการควบคุมและแนวทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจไทย ข้อความคิดว่าด้วยสัญญาทางปกครอง การตรวจร่างสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด หลักการและขั้นตอนการปฏิบัติที่สำคัญในกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการของฝ่ายปกครอง ความรับผิดของฝ่ายปกครอง หลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แนวทางการควบคุมฝ่ายปกครองโดยศาลยุติธรรมของไทยในปัจจุบัน เขตอำนาจศาลวิธีพิจารณาและผลของคำพิพากษาของศาลปกครอง ระบบและวิธีการงบประมาณไทย ระบบการจัดเก็บภาษีอากรในประเทศไทย ลักษณะพิเศษของการตัดสินใจในระดับนโยบายของคณะรัฐมนตรี แนวคิดและหลักการของกฎหมายว่าด้วยข้อข่าวสารทางราชการ เป็นต้น นอกจากการให้การอบรมในเชิงทฤษฎีแล้ว หลักสูตรนี้ยังจัดให้มีการอบรมในภาคปฏิบัติด้วยโดย (1) เน้นการทำแบบฝึกหัด เช่น การให้ความเห็นและการตอบข้อหารือในปัญหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การตรวจร่างกฎหมายของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (2) การทำกรณีศึกษา (Case study) และ (3) การดูงานเรื่องกระบวนวิธีพิจารณาทางปกครองที่ศาลปกครองกลาง กรุงเทพมหานครอีกด้วย

แหล่งเงินทุน

ค่าธรรมเนียมการอบรม

รุ่นที่ 43 คนละ 28,000 บาท

ประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับ

1. พัฒนาบุคลากรในทางกฎหมายมหาชน ในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 2. สนับสนุนการรวมกลุ่มและสร้างชุมชนทางวิชาการกฎหมายมหาชนในประเทศไทย 3. ทำให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาและสถาบันทางกฎหมายของประเทศ

วิธีติดตามผล

1. มีการประเมินผลวิทยากรโดยผู้เข้ารับการอบรมโดยโครงการฯจะนำผลจากแบบประเมินโครงการของการอบรมไปปรับปรุงในการอบรมครั้งต่อไป นอกจากนั้นจะมีการประเมินผลผู้เข้ารับการอบรมโดยวิทยากรในบางรายวิชาและประเมินจากเวลาการเข้าเรียน และจัดทำเป็นหนังสือเพื่อแจ้งให้หน่วยงานงานที่ผู้อบรมสำกัดทราบ 2. การประเมินผลก่อนเข้ารับการอบรม (Pre-test) จำนวน 50 ข้อ และประเมินผลหลังจบการอบรม (Post-test) จำนวน 50 ข้อ