LeTEC

Faculty of Law Thammasat University

TH | EN

Sitemap | Search

Home | Training Courses

1 2 3 4

Testimonials

Back Next

นางสาวเพลินตา ตันรังสรรค์

นิติกรปฏิบัติการ สำนักกฎหมาย

Read More

อาจารย์ อรทิพย์ เทสสิริ

อาจารย์ประจำโรงเรียนรัตนาธิเบศร์

Read More

อาจารย์ ณรงค์ คงอาวุธ

อาจารย์ประจำโรงเรียนเบตงวีระราษฎร์ประสาน

Read More

ดร.จรวยพร ธรณินทร์

Read More

03

โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 43 (24 เมษายน - 1 กรกฎาคม 2560)

ชื่อโครงการ โครงการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน รุ่นที่ 43 (24 เมษายน - 1 กรกฎาคม 2560)
หน่วยงาน คณะนิติศาสตร์
หลักการและเหตุผล

ปัจจุบันการศึกษาวิชานิติศาสตร์ระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัย เป็นการศึกษาในวิชากฎหมายพื้นฐานในเรื่องต่างๆ การเรียนการสอนไม่ได้แยกการศึกษากฎหมายออกเป็นสาขาเฉพาะทาง ดังนั้นบัณฑิตนิติศาสตร์ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย จึงไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในกฎหมายสาขาต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขากฎหมายมหาชนซึ่งเป็นกฎหมายที่สำคัญสำหรับนักกฎหมายผู้ประกอบวิชาชีพในภาครัฐ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นหน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ นอกจากนั้นยังพบว่าผู้บริหารงานหรือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานภาครัฐหรือบุคลกรในภาคเอกชนเป็นจำนวนมากไม่ได้ศึกษากฎหมายในระดับปริญญาตรีแต่การปฏิบัติงานในหน่วยงานที่สังกัดมีความเกี่ยวข้องกับกฎหมายมหาชนซึ่งต้องการความรู้ความเข้าใจในวิชากฎหมายมหาชนโดยเฉพาะ การขาดความรู้ความเข้าใจในกฎหมายมหาชนของนักกฎหมายหรือผู้ปฏิบัติงานที่ไม่ใช่นักกฎหมายที่ปฏิบัติงานในภาครัฐดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้หน่วยราชการหรือรัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องจัดให้มีการอบรมเป็นการภายใน หรือจัดให้มีการศึกษาจากประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานในหน่วยงานนั้นๆ เพื่อให้นักกฎหมายผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานได้ และมีประสบการณ์การทำงานที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การอบรมหรือการให้การศึกษาที่มีข้อจำกัดของระยะเวลา ข้อจำกัดทางด้านความสามารถในการถ่ายทอดทางวิชาการกฎหมายทำให้ขาดการปูพื้นฐานความรู้ทางกฎหมายที่ถูกต้อง บางกรณีอาจก่อให้เกิดความเสียหายและก่อผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของราษฎรผู้เกี่ยวข้อง นอกจากนี้การขาดการอบรมและศึกษานิติวิธีทางกฎหมายมหาชนทำให้นักกฎหมายอาจนำเอาหลักการและวิธีคิดของกฎหมายเอกชน ซึ่งมีเนื้อหาที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกันไปปรับใช้กับการดำเนินภารกิจในภาครัฐ ซึ่งกฎหมายทั้งสองสาขามีธรรมชาติและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน สภาพการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้การปฏิบัติราชการและบริการสาธารณะไม่อาจดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามที่ควรจะเป็น อีกทั้งการอบรมและทดลองปฏิบัติงานภายในหน่วยงาน ก็มักจำกัดกรอบและขอบเขตเฉพาะกฎหมายและระเบียบข้อบังคับภายในที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้นๆ เอง ทำให้นักกฎหมาย ผู้บริหารงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลากรอื่นของหน่วยงานต่างๆ ขาดความรู้ความเข้าใจในระบบการบริหารงานภาครัฐทั้งระบบ ทำให้ไม่สามารถเสนอแนวทางเพื่อการตัดสินใจหรือเพื่อประสานงานปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐบาล และไม่สามารถวินิจฉัยให้ความเห็นในเรื่องที่ต้องมีการตัดสินใจร่วมกันในภารกิจที่ต้องมีความเกี่ยวข้องในระหว่างหลายหน่วยงานได้ แม้ว่าประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 จะมีวัตถุประสงค์หลักในการแก้ไขข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพยายามแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้น แต่สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังคงมุ่งสนับสนุนส่งเสริมการปกครองตามหลักการของนิติรัฐซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยหลักนิติรัฐมุ่งปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจโดยมิชอบของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะเห็นได้จากการคงบทบัญญัติที่รับรององค์กรควบคุมตรวจสอบต่างๆ ที่เคยบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันด้วย อาทิเช่น ศาลปกครอง คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นต้น เพื่อทำหน้าที่ควบคู่กันไปกับสถาบันทางการเมืองและทางกฎหมายที่มีอยู่เดิมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในรอบทศวรรษที่ผ่านมากฎหมายมหาชนหลายฉบับได้รับการแก้ไขให้ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิเช่น พระราชบัญญัติว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2550 เป็นต้น ในขณะเดียวกันกฎหมายมหาชนใหม่ๆ ได้ถูกร่างขึ้นและบังคับใช้เพื่อการควบคุมตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และสนับสนุนการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลที่ดี อาทิเช่น พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 รวมทั้งกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับสถาบันการเงินอีกหลายฉบับ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงรากฐานและกระบวนการปฏิบัติราชการของเจ้าหน้าที่ในภาครัฐเสียใหม่ให้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนและเป็นไปตามหลักการบริหารจัดการภาครัฐรูปแบบใหม่ (New Public Management) ภายใต้แนวความคิดทางกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างรวดเร็วในสังคมไทย ยิ่งไปกว่านั้นเป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปแล้วว่าในปัจจุบันนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงของการพัฒนาแก้ไขปัญหาทางการเมืองและสังคมที่เกิดขึ้น รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กฎหมายมหาชนในการบริหารประเทศและในการรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดจนแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น กฎหมายมหาชนจึงกลายเป็นเป้าหมายของสังคมในการปฏิรูปการเมืองและระบบราชการ ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การศึกษากฎหมายมหาชนยิ่งเพิ่มความสำคัญและเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปมากขึ้นอีก ด้วยเล็งเห็นถึงเหตุผลความจำเป็นดังกล่าวมา และเพื่อเป็นการจัดเตรียมบุคลากรของภาครัฐให้มี ความรู้ความเข้าใจในหลักการ แนวคิดและวิธีการบังคับใช้กฎหมายมหาชนที่ถูกต้อง คณะนิติศาสตร์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานศาลปกครองจึงได้จัดทำหลักสูตรการอบรมกฎหมายมหาชนเพื่อบุคลากรและนักกฎหมายในภาครัฐขึ้น ซึ่งเป็นหลักสูตรระยะสั้น เพื่อสร้างนักกฎหมายมหาชนที่มีความรู้และความเข้าใจในกฎหมายมหาชนและสามารถบังคับใช้กฎหมายมหาชนได้อย่างถูกต้อง อันเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนองค์กรภาครัฐและเอกชนไปในทิศทางที่ดีขึ้น และตอบสนองต่อส่วนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงของการบริหารราชการแผ่นดินดังกล่าว

วัตถุประสงค์

1. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการให้ความรู้ และเผยแพร่ความคิดและการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ เกี่ยวกับกฎหมายมหาชน 2. เพื่อผลิตนักกฎหมายในภาครัฐที่มีความเข้าใจพื้นฐานในทางกฎหมายมหาชน ให้มีความรู้ ความเข้าใจในแนวความคิดทางทฤษฎีกฎหมายมหาชน และการบริหารงานภาครัฐในเชิงระบบ ตลอดจนสามารถนำความรู้ความเข้าใจดังกล่าวไปปรับใช้กับการปฏิบัติหน้าที่ทางกฎหมายที่ตนรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น 3. เป็นการตระเตรียมบุคลากรในภาครัฐ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นขององค์การและแนวความคิดทางกฎหมายมหาชนใหม่ ๆ 4. เพื่อยกระดับคุณภาพผู้ที่เป็นนักกฎหมายอยู่แล้วให้มีความรู้ทางกฎหมายเฉพาะด้านมากยิ่งขึ้น

ความสัมพันธ์ กับโครงการอื่น

โครงการนี้จัดเป็นโครงการเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของโครงการบริการสังคมของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นโครงการไม่ต่อเนื่อง โดยจะจัดให้มีการอบรม 2 รุ่น ต่อปีการศึกษา

แผนงานและ ปริมาณงาน

รุ่นที่ 43 อบรมระหว่างวันจันทร์ที่ 24 เมษายน - วันเสาร์ที่ 1 กรกฎาคม 2560

โดยใช้เวลาอบรมรุ่นละเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 5 วัน ในแต่ละสัปดาห์จะอบรม ทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์ (ยกเว้นวันพุธ) วันละ 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 17.30-20.30 น. และวันเสาร์วันละ 6 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 9.00 – 16.00 น. แบ่งเป็นดังนี้ 1. การอบรมและดูงานจำนวน 180 ชั่วโมง - การอบรม จำนวน 159 ชั่วโมง - การดูงาน จำนวน 3 ครั้ง รวม จำนวน 21 ชั่วโมง ดังนี้ ครั้งที่ 1 ดูงาน ณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จำนวน 6 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. ครั้งที่ 2 ดูงาน ณ สำนักงานศาลปกครอง จำนวน 6 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น. ครั้งที่ 3 ดูงาน ณ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง จำนวน 3 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.00-12.00 น. 2. การสัมมนาต่างจังหวัด จำนวน 1 ครั้ง ( 2 วัน) 3.การทดสอบผู้เข้ารับการอบรมทั้งก่อนเข้ารับการอบรมและหลังจากอบรมทุกรายวิชา

หลักสูตรการอบรม

ประกอบด้วยกลุ่มวิชาต่าง ๆ 4 กลุ่มด้วยกัน กล่าวคือ กลุ่มแนวความคิดและทฤษฎีกฎหมายมหาชนทั่วไป กลุ่มกฎหมายรัฐธรรมนูญ กลุ่มกฎหมายปกครอง และกลุ่มกฎหมายการคลังและภาษีอากร ใน 4 กลุ่มวิชาดังกล่าว นอกจากศึกษาถึงหลักการและแนวความคิดทั่วไปแล้ว การจัดหลักสูตรการศึกษายังนำเอาเนื้อหาวิชาที่มีความสำคัญ และเป็นประโยชน์สำหรับนักศึกษากฎหมายมหาชนมาบรรจุไว้ในหลักสูตรด้วย อาทิเช่น นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน กฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลกระทบต่อการกำหนดนโยบายและการบริหารราชการแผ่นดิน อุปสรรคและปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการบริหารรัฐวิสาหกิจไทย ระบบการควบคุมและแนวทางในการพัฒนารัฐวิสาหกิจไทย ข้อความคิดว่าด้วยสัญญาทางปกครอง การตรวจร่างสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุด หลักการและขั้นตอนการปฏิบัติที่สำคัญในกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการของฝ่ายปกครอง ความรับผิดของฝ่ายปกครอง หลักการสำคัญของกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ แนวทางการควบคุมฝ่ายปกครองโดยศาลยุติธรรมของไทยในปัจจุบัน เขตอำนาจศาลวิธีพิจารณาและผลของคำพิพากษาของศาลปกครอง ระบบและวิธีการงบประมาณไทย ระบบการจัดเก็บภาษีอากรในประเทศไทย ลักษณะพิเศษของการตัดสินใจในระดับนโยบายของคณะรัฐมนตรี แนวคิดและหลักการของกฎหมายว่าด้วยข้อข่าวสารทางราชการ เป็นต้น นอกจากการให้การอบรมในเชิงทฤษฎีแล้ว หลักสูตรนี้ยังจัดให้มีการอบรมในภาคปฏิบัติด้วยโดย (1) เน้นการทำแบบฝึกหัด เช่น การให้ความเห็นและการตอบข้อหารือในปัญหากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา การตรวจร่างกฎหมายของกระทรวง ทบวง กรม ต่างๆ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (2) การทำกรณีศึกษา (Case study) และ (3) การดูงานเรื่องกระบวนวิธีพิจารณาทางปกครองที่ศาลปกครองกลาง กรุงเทพมหานครอีกด้วย

แหล่งเงินทุน

ค่าธรรมเนียมการอบรม

รุ่นที่ 43 คนละ 28,000 บาท

ประโยชน์ที่คาดว่า จะได้รับ

1. พัฒนาบุคลากรในทางกฎหมายมหาชน ในภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 2. สนับสนุนการรวมกลุ่มและสร้างชุมชนทางวิชาการกฎหมายมหาชนในประเทศไทย 3. ทำให้เกิดความร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาและสถาบันทางกฎหมายของประเทศ

วิธีติดตามผล

1. มีการประเมินผลวิทยากรโดยผู้เข้ารับการอบรมโดยโครงการฯจะนำผลจากแบบประเมินโครงการของการอบรมไปปรับปรุงในการอบรมครั้งต่อไป นอกจากนั้นจะมีการประเมินผลผู้เข้ารับการอบรมโดยวิทยากรในบางรายวิชาและประเมินจากเวลาการเข้าเรียน และจัดทำเป็นหนังสือเพื่อแจ้งให้หน่วยงานงานที่ผู้อบรมสำกัดทราบ 2. การประเมินผลก่อนเข้ารับการอบรม (Pre-test) จำนวน 50 ข้อ และประเมินผลหลังจบการอบรม (Post-test) จำนวน 50 ข้อ

TOP

http://www.jrank.org/